สังคมทำเงิน Make Money Online

สังคมทำเงิน Make Money Online

สังคมแห่งการแบ่งปัน แบ่งปันรายได้ แบ่งปันความรู้ แบ่งปันสาระ

clock

ราคาทองคำวันนี้

Statistics

Post ทั้งหมด 1432 หัวข้อ in 641 subjects

สมาชิกทั้งหมด 398 คน

สมาชิกล่าสุดคือ dekinw

เข้าสู่ระบบ(Log in)

ลืม(forget) password

ราคาน้ำมัน

ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน

music online

Ad

คนออนไลน์

website counter

map


ประวัติของ Steve Jobs เจ้าของบริษัท Apple ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง ตอนที่ 2

Share

Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 698
Join date : 06/06/2010

ประวัติของ Steve Jobs เจ้าของบริษัท Apple ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง ตอนที่ 2

ตั้งหัวข้อ  Admin on Thu Aug 15, 2013 8:40 pm

iPods, iTunes สินค้าที่ไม่มีใครที่ไม่รู้จักและนับเป็นสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของโลก ดนตรีดิจิตอลกันเลยก็ว่าได้ บุคคลที่ทำให้เกิดกระแสนิยม iLife เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ รวมถึง ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในช่วง 2-3 ปีมานี้ สตีฟ จ๊อบ หรือ จ๊อบ ซึ่งถูกเปรียบเทียบเป็นต้นแบบผู้นำ CEO ของศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว 
Steve Jobs เป็นบุคคลอีกท่านหนึ่ง ที่มีประวัติการทำงานน่าสนใจ รวมถึงวิธีการทำงาน หลักการคิด หลักการปฏิบัติ ก็เห็นได้ว่าเป็นบุคคลที่มีแบบอย่างที่ดี ในการทำงาน การได้เรียนรู้วิธีการทำงานที่ทำให้บุคคลท่านนี้ ประสบความสำเร็จโดยเป็นที่ยอมรับ ในฐานะ CEO แห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
ดังนั้น The Most Admired Person สำหรับเดือนนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาต นำประวัติการทำงาน และแนวคิด ของบุคคลท่านนี้มานำเสนอ บุคคลซึ่งขณะนี้วงการทำงานทั่วโลกต่างยกย่องให้เป็น CEO แห่งศตวรรษที่ 21 ว่าเขามีหลักการทำงาน หรือ มีประสบการณ์ทำงานอย่างไร ทำอย่างไร จึงประสบความสำเร็จแบบนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่า เราคงได้รับแนวความคิด และ วิธีการทำงานที่ดีไปประกอบการทำงานของเราได้ดีที่เดียว
Steve Jobs หรือ Jobs เกิดในปี 1995 โดยมีคุณแม่เป็นคนอเมริกัน และ คุณพ่อเป็น ชาวซีเรีย ปัจจุบันเป็น CEO ของบริษัท Apple Computer และ Board member of Disney โดยสามารถทำรายได้ส่วนตัวต่อปีมากกว่า USD 7.78 Billion ! ส่วนใหญ่ ตามประสาคนไทยเราทั่วๆไป เวลาเรากล่าวถึงใครสักคนที่เก่งๆ ผู้ใหญ่ หรือ แม้นกระทั่งตัวเราเอง ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจโดยอัตโนมัติทันที ว่า “ เขาจบมาจากไหนนะ ” หรือว่า “ เขาต้องจบปริญญาโท หรือ เอก แน่ๆ เลย ” ดีไม่ดี เราก็พาลคิดไปว่า “ สงสัยต้องพ่อ แม่ รวยแน่ๆเลย ก็เลยมีโอกาสดีๆ ” หลังจากคิดแบบนั้น ข้าพเจ้ารับรองได้ว่า พวกเราส่วนใหญ่ คงจะลงท้ายความคิดดังกล่าว ว่า “ เฮ้อ !... น่าอิจฉาจัง ทำไมเราไม่มีโอกาสแบบนั้นบ้างนะ ”
สำหรับ สตีฟ จ๊อบ สุดยอด CEO ของศตวรรษที่ 21 เขาไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวร่ำรวย และเขายังถูกขอมาเป็นลูกเลี้ยงตั่งแต่เขาคลอดออกมาได้เพียง สัปดาห์เดียว เขาลาออกจากการเรียนตั่งแต่สมัย เรียนที่ Reed College เหมือน บิลต์ เกตต์ ที่ลาออกจากการเรียนที่ Harvard University นอกจากนี้ Steve Jobs ยังเคยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน และต้องผ่านการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งร้าย รวมถึงประวัติการทำงานของ Steve Jobs กับ Apple Company ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเคยต้องถูกทำให้ลาออกจาก Apple Company บริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งมาด้วยตัวเอง ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่สวยงาม ได้รับการยกย่อง ชื่นชม แต่ที่น่าชื่นชมมากกว่าอื่นใด ก็คือ วิถีในการทำงานให้ได้รับความสำเร็จต่างหาก เพราะผู้ประสบความสำเร็จทุกท่าน อย่างหนึ่งคือ ต้องเป็นผู้มีความเพียรมานะพยายาม และ เป็นผู้มีความอดทนต่ออุปสรรค ความยากลำบาก มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Steve Jobs ประสบความสำเร็จจนถึงวันนี้
เรามาลองดูประวัติย่อๆ ของ Steve Jobs กันนะครับว่าทำไมเขาถึงได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบผู้นำ CEO ของศตวรรษที่ 21 และยังอาจกล่าวได้ว่า เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้านการทำงานอย่างมากที่สุดทีเดียว ถ้าเราจะย้อนหลังไปสัก ห้า หรือ หก ปีที่แล้ว ถ้าเราจะกล่าวถึงผู้นำด้านธุรกิจคอมพิวเตอร์ เราทุกคนก็คงจะนึกถึงบริษัท Microsoft ของ บิลล์ เกตต์ ที่ทุกอย่างในโลกของคอมพิวเตอร์ Internet software เองก็ดี ก็ดูเหมือนจะหนีไม่พ้น Microsoft อย่างไรก็ตาม ณ . ปัจจุปัน ถ้าเราจะกล่าวถึงผู้นำด้านธุรกิจคอมพิวเตอร์ ข้าพเจ้าแน่ใจว่า บริษัท Apple คงเป็นหนึ่งในความคิดของหลายๆท่าน
ปัจจุบัน บริษัท Apple ภายใต้การนำของ Steve Jobs เป็นบริษัทที่ได้รับผลกำไรในการประกอบการถึงสามเท่าตัว นอกจากนี้ยังถูกกล่าวยกย่องว่าเป็นบริษัทผู้นำในด้านการผลิตสินค้าภายใต้ ความคิดระหว่าง ศิลปะการสร้างสรรค์และเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ภายใต้การนำของ Jobs บริษัท Apple ผลิตสินค้าด้วยหลักของ ความคิดสร้างสรรค์ และ นวัตกรรมแบบใหม่ ประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นบริษัทอันดับหนึ่งที่เป็นคู่แข่งสำคัญของ โลกธุรกิจคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
Apple Computer ถูกก่อตั้งในปี 1976 โดย สตีฟ จ๊อป [Steve Jobs] และ สตีเฟ่น วอซเนียก [Stephen Wozniak] โดยใช้โรงรถของพ่อ Jobs เป็นที่ทำงาน การก่อตั้งเริ่มด้วยความคิดที่ต้องการขายแผ่นบอร์ดวงจรธรรมดาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ประกอบการท้องถิ่นรายหนึ่งกลับสนใจที่ให้ทั้งคู่ขายคอมพิวเตอร์แบบ สมบูรณ์ ซึ่งนั่นคือ จุดเริ่มต้นให้เกิด บริษัท Apple Computer ขึ้นมา โดยมีการนำเสนอคอมพิวเตอร์สำหรับบุคคล หรือ PC มาเป็นรุ่น Apple I และ Apple II ตามลำดับ และประสบความสำเร็จ จนสามารถนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นบริษัทมหาชน ด้วยระยะเวลาแค่ 4 ปี นอกจากนี้ ราคาหุ้นยังสามารถทำกำไรให้แก่พนักงานและนักลงทุนกลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่ว พริบตา การเจริญอย่างรวดเร็วของ Apple ทำให้บริษัทมองหาผู้นำมืออาชีพมากขึ้นและ Jobs ก็ไปชักชวนผู้บริหารแถวหน้าอย่าง จอห์น สกัลลีย์ [John Sculley] ประธานบริษัท เป๊ปซี่ มาร่วมงานด้วย ซึ่งในที่สุดตัวเขาเองก็โดน จอห์น สกัลลีย์ ทำให้ต้องลาออกจาก Apple หลังจากนั้น Apple ก็ผ่านผู้บริหารหลายคน ซึ่งได้แก่ ไมเคิล สปินด์เลอร์ ในปี 1993 และ กิลเบริต์ อาเมลิโอ ในปี 1996 อย่างไรก็ตาม Apple ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างอดีตที่ผ่านมา โดยยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 2%
เมื่อต้องออกจาก Apple Computer บริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมา เขายังโดนนักวิจารณ์ขณะนั้น ลงความเห็นว่าเขาเป็นผู้บริหารที่ โลเล ไม่แน่นอน และ อารมรณ์ร้อนรุนแรง ใครๆก็ทำงานด้วยยาก ถึงเขาจะกดดันแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้ Jobs รู้สึกท้อแท้ หรือว่า ยอมแพ้ หลังออกจาก Apple Jobs ก่อตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ภายใต้ชื่อ NeXT Computer โดย Jobs ยังยึดหลักการผลิตสินค้าภายใต้พื้นฐานการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ นอกจากนี้เขายังซื้อบริษัท Pixar จาก George Lucas และสามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยภาพยนตร์ Animation อย่าง Toy Story และ Finding Nemo โดย Pixar ได้รับรางวัล Academy Award for Best Animated Feature ในขณะเดียวกัน Apple ก็ประสบปัญหาด้านการบริหาร และปัญหาขาดทุน จนต้องมองหาผู้บริหารมาแก้ไขอย่าเร่งด่วน ซึ่ง Jobs ก็เป็นคำตอบในขณะนั้น โดยในปี 1992 Apple ตกลงซื้อบริษัท Next ด้วยจำนวนเงินมูลค่า $402 million และ แน่นอน Steve Jobs ก็กลับมาเป็นผู้บริหารของ Apple อีกครั้งในฐานะของ CEO
ภายใต้การกลับมาบริหารงานของ Jobs ในฐานะของ CEO อีกครั้ง สร้างความหวาดหวั่นให้แก่พนักงานซึ่งต่างก็กลัวว่า ตนเองจะไม่มีงานทำอีกต่อไป แต่ในฐานะของการกลับมาเป็น CEO เขากลับสั่งปลดคณะกรรมการบริหารชุดเก่าออกเกือบทั้งหมด เพราะ Jobs มีความเชื่อว่า ถ้าผู้นำ หรือ คณะกรรมการชุดนี้ดีจริง บริษัทคงไม่ประสบปัญหาขนาดนี้ จากสภาวะเหตุการณ์ดังกล่าว Apple ต้องการความเชื่อมั่นกลับคืน ทั้งในส่วนของภาพพจน์บริษัท และ ผลิตภัณท์ ซึ่ง Jobs ก็เป็นผู้เข้ามาพร้อมกับแผนการทำงานสำหรับตลาด Software โดย Jobs ตระหนักดีกว่า การทำตลาด Software ให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยเวลาพอสมควร แต่สำหรับ Apple ณ ขณะนั้นมีความจำเป็นที่ต้องหาวิธีเพื่อนำเงินเข้ามาสู่บริษัทเพื่อพยุง ไม่ให้ล้มไปซะก่อน ในฐานะของ CEO ปีแรก เขาก็ตัดสินใจตัดสินค้าบางตัวของ Apple ออกไป ซึ่งทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 15% และในฐานะ CEO คนใหม่เขาก็ทำความประหลาดใจให้แก่ทุกคนโดยการเข้าตกลงพูดคุยธุรกิจกับคู่ แข่งตลอดกาลอย่าง Bill Gates ซึ่งเป็นการขอรอมชอมเกี่ยวกับการที่แอบเปิลยื่นฟ้องไมโครซอฟต์ โดยมีข้อตกลงยอมขายหุ้นของ Apple ในจำนวน 150 million เพื่อแลกกับสัญญาในการให้ Microsoft office และ Internet Explorer สามารถใช้งานกับเครื่อง Mac ได้ ทำให้เครือง Mac สามารถใช้ได้กว้างขวางมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เขาสร้างตัวสินค้าตัวใหม่ขึ้นมาอย่างเงียบๆ ในปี 1998 Apple ก็ออกสินค้า ตัวใหม่ชื่อ iMac ซึ่งกลายมาเป็นที่นิยมในเวลาอันรวดเร็ว ในความเป็นจริง Jobs เพียงต้องการใช้ข้อตกลงระหว่าง Microsoft และ iMac ซื้อเวลาสำหรับแผนการใหญ่ ที่เขาคิดไว้สำหรับ Apple นั่นคือ Mac OS X ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการตัวใหม่ที่เขาเคยทำระหว่างทำงานที่ Next ระบบปฏิบัติการตัวนี้ไม่เหมือนกับระบบปฏิบัติการตัวเก่าของ Mac OS ตัวใหม่นี้จะใช้ระบบ Unix เข้ามาเป็นพื้นฐาน ในปี 2001 หลังจากร่วม สาม ปีของการทำงานกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญเกือบ 1000 คน Apple ก็สามารถส่งสินค้าตัวใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งสามารถสร้างความแปลกใหม่ และความตื่นเต้นให้แก่ตลาดคอมพิวเตอร์ได้มากมาย
ระบบใหม่ของ OS X ทำให้การเขียนโปรแกรมต่างๆทำได้ง่ายขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และยังสามารถต่อหรือเล่นกับอุปกรณ์ต่อพ่วงของกล้องบันทึกภาพวีดีโอ หรือว่า สินค้าประเภทเดียวกันได้อีกด้วย ด้วยระบบ OS X ทำให้ Jobs คิดสร้างโปรแกรมที่น่าสนใจ เพื่อดึงให้ลูกค้าให้มีความสนใจมากขึ้น นั่นคือที่มาของ แนวคิดที่จะพัฒนา Mac และเขาได้เสนอความคิดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Adobe แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ยังไรก็ตามก็ไม่ได้ทำให้เขาท้อถอยหรือ ยอมแพ้ กลับทำให้เขารู้สึกต้องการพิสูจน์มากยิ่งขึ้น Jobs ได้บอกกับทุกคนในทีมงานของเขาว่า “ ในเมื่อไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่เป็นไร พวกเราจะทำมันกันเอง ” และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ Apple พาตัวเองเข้าสู่ธุรกิจโปรแกรม OS X เขาได้เข้าทำการซื้อ web software ของ บริษัท Macromedia และใช้เวลาไม่ถึงปี ทีมงานของเขาก็สามารถผลิตโปรแกรมออกมาได้ สองแบบ ซึ่งสามารถนำมาใช้งานบนระบบ iMac ใช้ในการเชื่อมโยงกล้องดิจิตอลบันทึกภาพ โปรแกรมการแก้ไขภาพสำหรับมืออาชีพ ซึ่งถูกเรียกว่า Final Cut Pro และ อย่างง่ายๆสำหรับคนทั่วๆไปที่เรียกว่า iMovie
ด้วยการประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับ โปรแกรมด้าน ดนตรีดิจิตอล ถึงจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพียงน้อยนิดจาก ธุรกิจ PC หรือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับ Apple ที่จะสามารถกลบรัศมีผู้นำด้านธุรกิจคอมพิวเตอร์อย่าง Microsoft ด้วยราคาหุ้นที่มากกว่า Microsoft อย่างเห็นได้ชัด
ณ ปัจจุบัน Apple สามารถครองส่วนแบ่งการตลาด
2% ของตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คือ Macs
59% ของตลาด MP3 คือ iPods
62% ของตลาดการดาวน์โหลดเพลงคือ iTunes Music Store
Jobs ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จด้วยโปรแกรมของ iLife ไม่ว่าจะเป็น iMovie, iDVD สำหรับการบันทึกหนัง ภาพยนตร์ การดูภาพเคลื่อนไหวจากกล้องถ่ายรูปดิจิตอล การเล่นเพลง
iPhoto การปรับแต่งภาพจากกล้องถ่ายรูปดิจิตอล GarageBand, สำหรับการทำดนตรีด้วยตัวคุณเอง
iTunes สถานีเก็บเพลงสำหรับการฟัง iWork สำหรับคนที่ต้องการสร้างสรรค์การพรีเซ้นต์งาน
ด้วยโปรแกรมใหม่ๆที่ออกมา ไม่เพียงทำให้บริษัทได้มีโอกาสทำช่องทางการขายสินค้าตัวใหม่ได้เท่านั้น แต่ Jobs ยังทำให้ผู้ใช้สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านสินค้าของ Apple ที่มุ่งเน้นทางด้านการพัฒนาความแปลกใหม่ และ ความคิดทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้สินค้า โดยปัจจุปันผู้ใช้จำนวนมากได้เข้าไปโหลดโปรแกรมต่างๆจาก Apple ซึ่งในอนาคต Apple สามารถทำกำไรได้ในกรณีที่มีการขายรูปแบบโปรแกรมแบบใหม่ ซึ่งจะสามารถทำให้โปรแกรมเดิมมีลูกเล่น และ ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น กลุ่มลูกค้าก็ยินดีที่จะยอมจ่ายโดยง่ายดาย
จากประวัติการทำงาน Steve Jobs เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้านการทำงานด้วยความสามารถ และ บุคลิกแห่งการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ดังเราจะเห็นได้ว่า Apple ถูกก่อตั้งด้วยบุคคลสองคน คือ Steve Jobs และ Stephen Wozniak ซึ่ง Wozniak คือมันสมองที่แท้จริงของ Apple เพราะเขาเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องของคอมพิวเตอร์มากว่า Jobs แต่อย่างไรก็ตาม Wozniak มีขีดจำกัดกับความเป็นผู้นำในระดับที่ต่ำกว่า Jobs มาก Jobs เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า เขาเป็นบุคคลที่มีบุคลิก ที่กระตือรือร้น มีความฝัน และ มีชีวิตชีวากับเรื่องของการทำงานอย่างมากที่สุด สำหรับหลักการทำงานของ Jobs คือ ต้องทำให้ได้ดี และทำให้สนุก โดยส่วนตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองเห็นว่า Jobs เป็นบุคคลที่มีลักษณะที่เด่นมากอย่างหนึ่งก็คือ ความมุ่งมั่น และ ความเพียรพยายาม ดังจะเห็นได้ว่า Jobs ต้องเจออุปสรรคหนักๆหลายครั้ง ซึ่งถ้าเป็นบุคคลอื่น ก็อาจจะยอมแพ้ จนอาจจะไม่มีวันนี้
เราจะเห็นได้ว่า Steve Jobs ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วๆไป ที่เกิดมาแบบไม่ได้พร้อมไปทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีก็คือ ความใฝ่ฝัน และ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งอาจหาได้ยากเต็มที่จากคนอื่นๆ เราเองเวลาต้องหาเหตุผลว่า ทำไมใครๆ หลายคนประสบความสำเร็จ แล้วเราไม่ประสบความสำเร็จ เราก็อาจจะโทษว่า เขาฉลาดกว่าเรา เขามีโอกาสมากกว่าเรา แต่ในความเป็นจริง เราเป็นคนสร้างโอกาสให้แก่ตัวเราเอง เราอาจจะไม่ฉลาดเท่าคนอื่น แต่เราต้องมีวิธีในการทำงานร่วมกับคนฉลาดเพื่อทำความฝันของเราให้เป็นจริง หนึ่งสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ก็คือ เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าคุณเองก็เกิดมาเพื่อจะประสบความสำเร็จ ด้วยพื่นฐานความเชื่อ เราก็ต้องพัฒนาด้วยการสร้างเป้าหมายที่สามารถวัดได้ การพัฒนาตนเอง ในด้านความคิดอย่างถูกต้อง และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จ
Jobs มีความฝันที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาชอบคอมพิวเตอร์ เพราะมองว่าเป็นสินค้าสำหรับอนาคต แต่เขากลับไม่ได้มีความรู้หรือความสามารถที่โดดเด่น อย่าง บิลลเกตต์ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกคนเก่งอย่าง Stephen Wozniak มาเป็นหุ้นส่วนทำความฝันให้เป็นจริง สำหรับ Wozniak เขามีความสามารถอย่างมากในเรื่องของคอมพิวเตอร์ แต่เขากลับมองว่า ตัวเขาเองคงทำไม่ได้ ไม่มีทางประสบความสำเร็จ และนั่นคือ เหตุผลว่า ทำไมคนเก่งอย่างเขา ถึงประสบความสำเร็จได้ไม่เท่าคนเก่งน้อยกว่าอย่าง Jobs ถ้าเราเป็นโรคดูถูกตนเอง และ ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ต่อให้เรามีความฝันที่ดีเพียงใด มันก็จะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น
คุณเชื่อหรือไม่ ถ้าคุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากพอ คุณจะเป็นคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำตามสิ่งที่คุณเชื่อ และขณะเดียวกัน คุณก็จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มคนที่มีความคิดที่ดี และ คล้ายคุณ เข้ามาช่วยทำความฝันของคุณให้เป็นจริงโดยอัตโนมัติ ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจถึงคำว่า เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่หลงตัวเอง การเชื่อมั่นในตัวเอง หมายถึง การตระหนักถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง เปิดใจที่จะพัฒนา ความคิด ความเชื่อ และที่สำคัญ บุคคลท่านนั้น ต้องเป็นคนที่มีความคิดในแง่ดี มองโลกในแง่ดี ทั้งต่อตนเอง และ ผู้อื่น ถ้าคุณมองปัญหา หรือ อุปสรรค เป็นสิ่งที่ท้าทาย และจะทำให้คุณแข็งแรงมากขึ้น คุณก็คงยินดี และ มีความสุขที่จะต่อสู้ และแก้ไข แต่ถ้าคุณมอง อุปสรรค หรือ ปัญหา คือ สิ่งที่จะทำให้คุณย่ำแย่ สุดท้ายคุณก็จะย่ำแย่อย่างที่คุณคิด ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ว่า เราต้องมีวิธีที่ถูกต้องในการแก้ใขแต่ละปัญหาเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะเรียนรู้ต่อไปว่า วิธีการคิดในการแก้ไขปัญหามีหลักการคิดยังไร
ก่อนที่เราจะก้าวถึงขั้นต่อไป ในการคิดและทำอย่างผู้นำหรือผู้ประสบความสำเร็จเขาทำกัน หนึ่งสิ่งที่เราต้องทำให้ได้ก็คือ การเชื่อมั่นในตัวเราเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และ การเปิดใจยอมรับข้อบกพร่อง เพื่อรู้จักตัวเอง เพื่อการพัฒนาตัวเอง อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมที่จะฝึกเป็นคนที่มองโลกในด้านดี และ มองปัญหาให้เป็นสิ่งท้าทายด้วยเช่นกัน คุณทำได้ ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ ข้าพเจ้าหวังว่า ประวัติการทำงานของ Jobs คงให้ข้อคิดที่ดี แนวคิดที่ดี สำหรับใช้เป็นกำลังใจในการทำงานของเราต่อไป

    เวลาขณะนี้ Wed Dec 07, 2016 9:25 pm